วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คุณภาพชีวิต

คุณภาพชีวิต
ความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยี
            ความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยี (Digital Divide) หมายถึง ความแตกต่างกันอย่างมากในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่แตกต่างกัน และระหว่างกลุ่มคนที่ต่างสถานที่กัน
            Pippa Noris จากมหาวิทยาลัย John F. Kennedy นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยทางการเมือง ได้จำแนกความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
•           Global Divide
•           Social Divide
            Global Divide คือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมมาก กับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมน้อย เช่น มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 1 พันล้านคนทั่วโลก แต่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากประเทศที่กำลังพัฒนาเพียง 20 ล้านคนเท่านั้น ที่เหลืออยู่ในประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าประชากรจากประเทศที่กำลังพัฒนา สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้น้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หรืออีกสถิติหนึ่งที่แสดงให้เห็นที่ชัดเจน คืออัตราการขยายตัวในการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากรทั่วโลก จำแนกตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก ในปี ค.ศ.2011 ดังรูป


world2011users.pngworld2011pr.png

            จากรูป จะเห็นว่าการเติบโตการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มประเทศ อเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป มีอัตราสูงกว่าประเทศอื่นในโลก  และมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30.2 อย่างมาก ในขณะที่กลุ่มประเทศในแถบเอเชีย และแอฟริกานั้น การเติบโตยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
            การที่อัตราการเติบโตของอินเทอร์เน็ตของกลุ่มประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา มีน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอาจมาจากหลายสาเหตุ คือ
            1. บางประเทศเป็นประเทศที่ยากจน
            2. มีหลายประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสาสนเทศไม่เพียงพอ
            3. ภาษาหลักของประเทศไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
            4. การศึกษาไม่เพียงพอ
            5. วัฒนธรรมของประเทศไม่ได้มุ่งไปที่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสำคัญ

            Social Divide คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในประเทศเดียวกัน เป็นความแตกต่างอย่างมาก ระหว่างสังคมคนจนและคนรวย เช่น โรงเรียนในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีน้อยกว่าโรงเรียนที่อยู่ในเมือง
            จากความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ในกลุ่มคนที่สามารถเขถึงเทคโนโลยีได้ง่าย ย่อมมีทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีได้ดีกว่ากลุ่มคนด้อยโอกาส
            การที่กลุ่มบุคคลต้องการที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีนั้น อาจช่วยลดปัญหาอาชญากรรม หรือปัญหาสุขภาพลงได้ เนื่องจากประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไดโดยง่าย จะทำให้สามารถค้นหาความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ธุรกิจ สุขภาพ การงาน การเกษตร ช่วยให้ประชาชนสามารถหาทางออกสำหับปัญหาได้อย่างถูกวิธี
แบบจำลองการกระจายของเทคโนโลยี
            แบบจำลองการกระจายของเทคโนโลยี (Technological Diffusion) หมายถึง อัตราที่เทคโนโลยีใหม่ๆ มีการแพร่กระจายไปในสังคม
            นักวิเคราะห์เทคโนโลยี 2 กลุ่ม ได้มีการจัดทำแบบจำลองการกระจายเทคโนโลยีใหม่ในสังคมไว้ 2 รูปแบบ โดยนักวิเคราะห์เทคโนโลยีในแง่บวก (Technological  Optimist)ได้จัดทำแบบจำลองที่เรียกว่า “Normalization Model” ส่วนนักวิเคราะห์เทคโนโลยีในแง่ลบ (Technological  Pessimist)ได้จัดทำแบบจำลองที่เรียกว่า “Stratification Model” โดยจัดทำบนพื้นฐานของฐานะเศรษฐกิจของกลุ่มคน 3 กลุ่ม คือA=กลุ่มคนมีฐานะดี ,  B=กลุ่มคนมีฐานะปานกลาง , C= กลุ่มคนมีฐานะไม่ดี (ยากจน)
            แบบจำลองแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
            1. Normalization Model (รูป a) เป็นแบบจำลองที่แสดงให้เห็นว่า ที่สุดแล้วประชาชนทุกคนในสังคมจะได้ใช้เทคโนโลยีใหม่เหมือนกัน คือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนจะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น(เส้นบรรจบกัน) ส่วนการกระจายของเทคโนโลยี จะเริ่มจากคนที่มีฐานะดี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการซื้อเทคโนโลยีมาใช้ก่อน จากนั้นเมื่อราคาเทคโนโลยีลดลง กลุ่มคนฐานะปานกลาง จะสามารถหาซื้อได้เช่นกัน และสุดท้ายเมื่อราคาเทคโนโลยีต่ำลงมากๆ ประชาชนที่มีฐานะไม่ดีจะเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีได้เป็นกลุ่มสุดท้าย
            2. Stratification Model (รูป b) เป็นแบบจำลองที่แสดงให้เห็นว่า คนสังคมมีความเหลื่อมล้ำการอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีทางบรรจบกันได้ รูปแบบนี้ ประชาชนที่มีฐานะดีจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก่อน ตามมาด้วยประชาชนที่มีฐานะปานกลาง และประชาชนที่มีฐานะไม่ดีตามลำดับ แต่สำหรับประชาชนในกลุ่ม B และ C ถึงแม้จะเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้ แต่ก็อยู่ในปริมาณที่น้อยกว่าประชาชนในกลุ่ม A
ภาพจาก http://www.pippanorris.com/




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น